ลงประกาศฟรี โปรโมทเว็บฟรี

โปรโมทเว็บฟรี => อื่นๆ ที่ไม่ตรงหมวดข้างบน => Topic started by: www.SeoNo1.co.th on June 05, 2026, 11:22:12 pm

Title: $$ ผู้สมัคร สก เขต พระนคร เปิดใจ ธนัญญ์ ชูธง การเมืองที่ประชาชนไว้ใจได้
Post by: www.SeoNo1.co.th on June 05, 2026, 11:22:12 pm
นัช ธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์  เกาะติดสมรภูมิเลือกตั้งเมืองหลวง: ฟังวิสัยทัศน์ ผู้สมัครหญิงคนรุ่นใหม่ ลุกขึ้นเปลี่ยนบทบาท-สลัดชุดข้าราชการ จับมือค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม ลุยศึก ส.ก.พระนคร ชูธง การเมืองสุจริต รื้อโครงสร้างอำนาจเก่า ดัน กทม. ตรวจสอบได้

(https://img1.pic.in.th/images/1b95fffe7733da187.jpg)
การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองท้องถิ่นที่ชี้ให้เห็นความต้องการของประชาชนในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เมืองเก่าที่มีทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ ความหลากหลายของชุมชน และความซับซ้อนของการบริหารจัดการอย่าง “เขตพระนคร” การแข่งขันในสนามนี้จึงไม่ได้วัดกันเพียงฐานเสียงเดิมเท่านั้น แต่ยังวัดกันที่ “วิสัยทัศน์” “ความเข้าใจพื้นที่” และ “ความกล้า” ในการเข้ามาเปลี่ยนผ่านปัญหาที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน

(https://img1.pic.in.th/images/2ac57e4a271e6f5ef.jpg)

ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่เริ่มมีสีสันมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ปชป. ได้สร้างแรงกระเพื่อมอีกครั้ง ด้วยการส่งตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่มีความเข้าใจระบบราชการอย่างลึกซึ้งอย่าง “นางสาวธนัญญ์” ลงชิงเก้าอี้ ส.ก.เขตพระนคร

ความน่าสนใจของการลงสนามครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่การเป็นตัวแทนคนทำงานรุ่นใหม่ของค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผมเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การที่เธอตัดสินใจ “สลัดชุดข้าราชการ” ลาออกจากเส้นทางสายความมั่นคง แล้วเลือกเดินหน้าเข้าสู่สนามการเมืองเต็มตัว พร้อมประกาศเจตนารมณ์ด้วยนโยบายหลักอย่าง “การเมืองสุจริต” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบงบประมาณ ทลายโครงสร้างส่วย และเชื่อมระบบข้าราชการกับการเมืองให้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

(https://img2.pic.in.th/350a6fa90ac6cfa2d.jpg)

จาก “กลไกราชการ” สู่ “ตัวแทนประชาชน”: วันที่เลือกออกจากเซฟโซน

สำหรับหลายคน การเป็นข้าราชการคือเส้นทางชีวิตที่มั่นคง แต่สำหรับ นัช ธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์  เธอกลับมองเห็นข้อจำกัดบางอย่างจากภายใน ระบบราชการที่มีโครงสร้างแบบแนวดิ่งหลายครั้งทำให้คนทำงานตัวเล็กๆ ต้องเผชิญกับข้อจำกัด จนทำให้การแก้ปัญหาให้ประชาชนขาดความคล่องตัว ไม่ตรงจุด และไม่สามารถตอบสนองความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ได้รวดเร็วเท่าที่ควร

“ส่วนตัวรู้ดีว่าข้าราชการต้องเจอสิ่งที่กดดันจากอำนาจเพียงใด และไม่อยากให้คนทำงานในระบบต้องเลือกระหว่างหน้าที่ความรับผิดชอบกับความถูกต้อง”

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจของนางสาวธนัญญ์ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอาชีพ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทจากคนที่เคยอยู่ในระบบ มาเป็นคนที่ต้องการยืนอยู่ฝั่งการตรวจสอบระบบ เธอเลือกก้าวออกจากเซฟโซน เพื่อมาทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้ตรวจสอบ” แทนที่จะเป็น “ผู้รับคำสั่ง” และต้องการนำประสบการณ์จากข้างในมาช่วยแก้ปัญหาที่ประชาชนต้องเผชิญจากข้างนอก

การตัดสินใจสวมเสื้อพรรคประชาธิปัตย์ลุยศึก ส.ก. ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของความอยากมีบทบาททางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความตั้งใจที่จะนำประสบการณ์จากการทำงานในระบบราชการ มาเป็นต้นทุนสำคัญในการขับเคลื่อน กทม. เพราะเธอเชื่อว่า คนที่เข้าใจกลไกของรัฐดีที่สุด ย่อมเป็นคนที่รู้ว่าจุดไหนเกิดรอยรั่ว จุดไหนติดขัด และจุดไหนควรถูกแก้ไขอย่างจริงจัง

(https://img2.pic.in.th/493945956b97778fa.jpg)

ชูธง “การเมืองสุจริต” แต่ต้องเป็นแนวทางปฏิบัติจริง

คำว่า “สุจริต” อาจฟังดูเป็นคำสามัญที่นักการเมืองหลายคนใช้หาเสียง แต่สำหรับสนาม กทม. ยุคนี้ โดยเฉพาะหลังจากมีกระแสข่าวเกี่ยวกับปัญหาส่วยเขต การประกาศชูธง “การเมืองสุจริต” ของ  ผู้สมัคร สก เขต พระนคร (https://www.facebook.com/profile.php?id=61590603265038) จึงกลายเป็นประเด็นที่แหลมคมมากกว่าคำหาเสียงทั่วไป

เธอย้ำชัดว่า การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของเธอไม่ใช่การเลือกข้างเพื่อไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับข้าราชการ กทม. ในทางกลับกัน เธอมองว่าการเมืองที่ดีและระบบราชการที่เข้มแข็งจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างตรวจสอบกันได้จริง เพราะหากการเมืองไม่สุจริต ข้าราชการน้ำดีก็อาจต้องถูกกดดันให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่หากการเมืองเดินหน้าด้วยความโปร่งใส ระบบราชการก็จะสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้เต็มที่มากขึ้น

“บทบาทของ ส.ก. ยุคใหม่ ไม่ใช่แค่การเดินสายรับเรื่องร้องเรียน ตัดริบบิ้น หรือร่วมงานบุญในชุมชนเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายคือ การเป็นด่านหน้าตรวจสอบงบประมาณอันเป็นภาษีของประชาชน ตรวจสอบการบริหารงานของฝ่ายบริหาร และช่วยเปลี่ยนผ่านให้กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรที่โปร่งใส ตรวจสอบได้จริง”

ในมุมของธนัญญ์ ส.ก. ไม่ควรเป็นเพียงตัวแทนที่ปรากฏตัวเฉพาะช่วงงานพิธี แต่ต้องเป็นกลไกตรวจสอบที่จริงจัง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณของ กทม. ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์ การอนุมัติ การจัดสรร และการติดตามโครงการต่างๆ จึงต้องทำอย่างรอบคอบ โปร่งใส และอธิบายต่อประชาชนได้

หากสภากรุงเทพมหานครมี ส.ก. ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่โอนอ่อนตามอำนาจหรือผลประโยชน์ ย่อมช่วยแบ่งเบาความกดดันและปกป้องข้าราชการน้ำดีที่ตั้งใจทำงาน ไม่ให้ถูกรังแกจากระบบอุปถัมภ์ได้อีกทางหนึ่ง พร้อมกันนั้นยังช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองท้องถิ่นไม่ใช่พื้นที่ของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แต่เป็นพื้นที่ของการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

(https://img2.pic.in.th/587c2d4bbebbb6b6c.jpg)

ซ่อม-สร้าง “เขตพระนคร” ทำให้พระนครน่าอยู่และน่าเที่ยวไปพร้อมกัน

เขตพระนครถือเป็นศูนย์รวมประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของกรุงเทพฯ เพราะรวบรวมทั้งโบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ชุมชนดั้งเดิม สถานศึกษา ศาสนสถาน ย่านค้าขาย และเศรษฐกิจฐานรากไว้ในพื้นที่เดียวกัน การบริหารจัดการพื้นที่นี้จึงมีความซับซ้อนสูงกว่าหลายเขต เพราะทุกนโยบายต้องคำนึงถึงทั้งมิติของชุมชน เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ความปลอดภัย และการอนุรักษ์เมืองเก่า

ปัญหาที่ชาวพระนครต้องเผชิญมีตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างทางเท้าชำรุด ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างพื้นที่ทำกินของหาบเร่แผงลอย การจัดระเบียบการท่องเที่ยว และความสมดุลระหว่างการรักษาภาพลักษณ์เมืองเก่ากับการดูแลปากท้องของคนในพื้นที่

จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหา นางสาวธนัญญ์สะท้อนว่า ปัญหาหลายอย่างในเขตพระนครไม่ได้เกิดจากการขาดงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการขาดระบบตรวจสอบที่โปร่งใส ทำให้งบประมาณบางส่วนไม่สามารถลงไปแก้ปัญหาจริงของประชาชนได้ตรงจุด

* การบริหารจัดการงบประมาณอย่างทั่วถึง: งบประมาณของ กทม. ต้องถูกนำมาใช้กระจายลงสู่ชุมชนอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะโครงการใหญ่ๆ ขณะที่ตรอก ซอย และพื้นที่เล็กๆ ของพระนครต้องได้รับการดูแล ทั้งระบบระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง ไฟส่องสว่าง จุดเสี่ยงด้านความปลอดภัย และกล้องวงจรปิดที่ต้องใช้งานได้จริง ไม่ใช่มีไว้เพียงในเอกสารหรือป้ายโครงการ

* ผสานวิถีชุมชนกับการท่องเที่ยว: พระนครเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ก็ยังเป็นบ้านของผู้คนจำนวนมาก การจัดระเบียบพื้นที่ค้าขายจึงต้องทำบนพื้นฐานของความเข้าใจ ไม่ใช่การขับไล่หรือจัดการแบบเหมารวม แต่ต้องเป็นการออกแบบร่วมกันระหว่างรัฐ ผู้ค้า ชุมชน และผู้ใช้พื้นที่ เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากเดินหน้าได้ ควบคู่กับการรักษาทัศนียภาพของเมืองเก่า

* สวัสดิการและการเข้าถึงสิทธิ์: การนำเทคโนโลยีและระบบข้อมูลเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะช่วยให้มั่นใจได้ว่ากลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้มีรายได้น้อยในชุมชนพระนครได้รับสวัสดิการอย่างครบถ้วน ไม่ตกหล่นจากระบบ และสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือของรัฐได้ง่ายขึ้น

* ความปลอดภัยของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว: พระนครเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนหมุนเวียนจำนวนมาก ทั้งคนในชุมชน คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว การเพิ่มแสงสว่าง การดูแลจุดเปลี่ยว การติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ใช้งานได้จริง และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แก้เฉพาะเวลามีเหตุ

* ทางเท้าและพื้นที่สาธารณะต้องใช้งานได้จริง: เมืองเก่าที่น่าอยู่ต้องเริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุด คือคนเดินเท้าต้องเดินได้อย่างปลอดภัย ผู้สูงอายุต้องใช้ทางเท้าได้ เด็กต้องเดินไปโรงเรียนได้โดยไม่เสี่ยงอุบัติเหตุ และคนพิการต้องเข้าถึงพื้นที่สาธารณะได้อย่างเท่าเทียม การซ่อมแซมทางเท้าจึงไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือคุณภาพชีวิตของประชาชน

ประชาธิปัตย์ยุคใหม่ นัชธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์  กับภารกิจทวงคืนพื้นที่เมืองหลวง

การส่งนางสาวธนัญญ์ลงสนามในนามพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคในการส่งคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านลงพื้นที่ เพื่อพิสูจน์ให้คนกรุงเทพฯ เห็นถึงความพยายามสร้างทีมการเมืองรุ่นใหม่ และแสดงให้เห็นว่าพรรคไม่ได้พึ่งพาเพียงฐานเสียงเดิมเท่านั้น แต่พยายามนำเสนอผู้สมัครที่มีประสบการณ์ตรงกับปัญหาของเมือง

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองของสนาม กทม. ที่มีความผันผวนสูง และประชาชนจำนวนไม่น้อยยังลังเลในการตัดสินใจ การเสนอตัวเลือกที่เป็น “อดีตข้าราชการ” ซึ่งเข้าใจระบบจากภายใน แต่มีความคิดก้าวหน้าและยึดมั่นในความสุจริต จึงเป็นภาพใหม่ที่พรรคต้องการนำเสนอที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้ในการชิงพื้นที่เขตพระนคร

สำหรับประชาธิปัตย์ สนามพระนครไม่ใช่เพียงการแข่งขันระดับเขต แต่ยังเป็นสนามที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นพื้นที่เมืองเก่าที่มีความผูกพันกับประวัติศาสตร์การเมือง วิถีชุมชน และความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ หากสามารถนำเสนอผู้สมัครที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องความโปร่งใส ความเข้าใจระบบ และการทำงานพื้นที่ได้จริง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นความเชื่อมั่นในสนามเมืองหลวงอีกครั้ง

บทพิสูจน์ของ  นัช ธนัญญ์ ทรัพย์ญาณกรณ์  ในสนามเลือกตั้ง ส.ก.พระนครครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อให้ได้ตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังระบบราชการและสังคมเมืองหลวงว่า ถึงเวลาแล้วที่กรุงเทพมหานครต้องขับเคลื่อนด้วย “ความถูกต้อง โปร่งใส และสุจริต” เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง

(https://img2.pic.in.th/65e7d4f0872213c8a.jpg)

และหากการเมืองท้องถิ่นสามารถเปลี่ยนจากระบบอุปถัมภ์ไปสู่ระบบตรวจสอบได้จริง กทม. ก็อาจไม่ใช่แค่เมืองหลวงในเชิงพื้นที่ แต่เป็นเมืองหลวงของธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจไล่ดูทุกความเคลื่อนไหวในสมรภูมิเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ สามารถรับชมข้อมูลและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่ ศึกเมืองหลวง แคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม.-สก. ซึ่งเป็นวิดีโอที่สรุปภาพรวมและการเปิดตัวทีมงานลงสนาม กทม. ไว้อย่างน่าสนใจ ช่วยให้เห็นทั้งภาพรวมของการแข่งขัน บรรยากาศทางการเมือง และทิศทางของผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา https://www.facebook.com/profile.php?id=61575792864049